RSS

Category Archives: บทบรรณาธิการ

สารก่อมะเร็งในยาฆ่าแมลง

เมื่อเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2558 มีผู้เชี่ยวชาญ 17 ท่านจาก 11 ประเทศ พบกันที่องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) เมือง Lyon ฝรั่งเศส เพื่อประเมินสารก่อมะเร็งในย่าฆ่าแมลง tetrachlorvinphos, parathion, malathion, diazinon, และ glyphosate1,2  โดยได้จัดให้ tetrachlorvinphos และ parathion อยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B (Group 2B ; possibly carcinogenic to human) เนื่องจากพบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลองแต่ยังไม่พบหลักฐานมากพอในคน ส่วนยาฆ่าแมลง malathion, diazinon, และ glyphosate จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A (Group 2A ; probably carcinogenic to human) โดยพบหลักฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งในคน และมีหลักฐานเพียงพอว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง1

                         ยาฆ่าแมล tetrachlorvinphos ทำให้เกิดเนื้องอกธรรมดา และมะเร็งในเซลล์ตับและไตของหนูเม้าส์3สำหรับ parathion เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในเนื้อเยื่อหลายชนิด พบว่าทำให้เกิดเนื้องอกที่ปอด (bronchiolo-alveolar adenoma และ/หรือ carcinoma) ในหนูเม้าส์เพศผู้ และ lymphoma ในหนูเม้าส์เพศเมีย ส่วนในหนูแรทพบว่าทำให้เกิดก้อนมะเร็งที่ต่อมหมวกไต4 ตับอ่อน และเนื้องอกที่ไทรอยด์ ในหนูเพศผู้ และก้อนมะเร็งที่เต้านม ในหนูเพศเมีย5

ยาฆ่าแมลง  malathion อาจเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในคนโดยมีรายงานพบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphoma6 มะเร็งต่อมลูกหมาก7 ส่วนในหนูเม้าส์พบว่าทำให้เกิดมะเร็งเซลล์ตับ8  ในหนูแรทพบมะเร็งของไทรอยด์, เซลล์ตับ และเต้านม5  ส่วนยาฆ่าแมลง diazinon พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphoma6  และมะเร็งปอด9ในคน สำหรับในสัตว์ทดลองพบว่าทำให้เกิดมะเร็งเซลล์ตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือ lymphoma ในหนูแรท และยาฆ่าแมลง glyphosate เกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphomaในคน10 และทำให้เกิด renal tubule carcinoma haemangiosarcoma, pancreatic islet-cell adenoma และ skin tumours 11ในหนู

ที่มา วารสารโรคมะเร็ง Vol.35 No.4 October-December 2015

 
 

การรักษามะเร็งเต้านมด้วยฮอร์โมนบำบัดกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำ

การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดโดยการใช้ยา tamoxifen ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีเอสโตรเจนรีเซฟเตอร์บวก (ER+) เป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการกลับคืนของโรค (recurrence) การเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำ (contralateral-breast cancer) และการตาย (mortality)1

ต่อมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 เริ่มมีรายงานพบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ใช้ tamoxifen เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งซ้ำในเต้านมอีกข้างที่มี ER ลบ (ER-  contralateral breast cancer)2-5 จากรายงานล่าสุดของกลุ่มนักวิจัยที่ Fred Hutchinson Cancer Research Center, Seattle สหรัฐอเมริกา พบว่าการใช้ tamoxifen เป็นเวลานานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งซ้ำในเต้านมอีกข้างที่มี ER บวก แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำในผู้ที่มีเต้านมอีกข้างเป็น ER ลบ6

อย่างไรก็ตามฮอร์โมนบำบัดเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถลดโอกาสในการแพร่กระจายและเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของผู้ป่วย ดังนั้นผลจากการศึกษาล่าสุดนี้เป็นเพียงข้อมูลการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยที่มี ER-tumor เปรียบเทียบกับผู้ที่มี ER+tumor เมื่อรักษาด้วย tamoxifen เป็นเวลานาน คงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

Vol.35 No.3 July-September 2015

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

การรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิคโบรอนจับนิวตรอน

เทคนิคการรักษาด้วยโบรอนจับนิวตรอน (boron neutron capture therapy; BNCT) เป็นการรักษาโรคมะเร็งแบบจำกัดพื้นที่ ตามทฤษฎีการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งโดยที่จะทำลายเซลล์ปกติน้อยมาก ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดโบรอน-10 ซึ่งไม่ใช่สารไอโซโทปรังสีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง ต่อมาผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีด้วยเทอร์มัลนิวตรอนที่มีพลังงานต่ำ โบรอน-10 ที่ฉีดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งจะจับนิวตรอนแล้วเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ให้อนุภาคมีพลังงานสูงออกมาทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดปฏิกิริยา1,2

การทดลองรักษาด้วย BNCT เริ่มครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1960 จนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองทางคลินิก (clinical trial) จากการศึกษาทางคลินิกที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้ในโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งสมอง (glioblastoma multiforme)3 มะเร็งผิวหนัง (melanoma)4 มะเร็งศีรษะและลำคอ5 และมะเร็งตับ6,7 วิธี BNCT อาจจะเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่เหมาะสำหรับการใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา เมื่อเทคนิคอื่นใช้รักษาไม่ได้ผล

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/issue/current/showToc

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 17, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

ภาวะโรคอ้วนกับการเกิดโรคมะเร็ง

จากการสำรวจพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป อัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ประชากรที่มีภาวะโรคอ้วนก็กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ภาวะโรคอ้วนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงกำลังเป็นที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง1

ข้อมูลจากองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) พบว่าภาวะโรคอ้วนเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ร้อยละ 11 มะเร็งเต้านมในหญิงหมดประจำเดือนร้อยละ 9 มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกร้อยละ 39 มะเร็งที่ไตร้อยละ 25 และมะเร็งหลอดอาหารร้อยละ 372  นอกจากนั้นยังมีข้อมูลพบว่าภาวะโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งของตับ ตับอ่อน non-Hodgkin’s lymphoma, myeloma และมะเร็งต่อมลูกหมาก3,4 โดยประมาณการณ์ว่าร้อยละ 20 ของโรคมะเร็งทั้งหมดเกิดจากภาวะโรคอ้วน5

ดังนั้นการป้องกันการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
 

สารต้านอนุมูลอิสระกับโรคมะเร็ง

แต่เดิมเชื่อกันว่าสารอนุมูลอิสระคือจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคมะเร็งและเป็นตัวเร่งการพัฒนาของเซลล์มะเร็งที่ก่อตัวขึ้น แต่ในปัจจุบันเริ่มพบว่าสารเหล่านี้อาจเป็นตัวที่ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งหรือช่วยชะลอการลุกลามของเซลล์มะเร็งด้วย

สารอนุมูลอิสระสามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งโดยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมทำให้กระบวนการต่างๆภายในเซลล์ผิดปกติไปจนส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการแบ่งตัวและการกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด1 จึงได้มีการศึกษาหาสารที่จะต้านสารอนุมูลอิสระเพื่อช่วยป้องกันหรือยับยั้งมะเร็งในหลอดทดลองในสัตว์และในมนุษย์ แม้ว่าผลการทดลองขั้นต้นในหลอดทดลองจะสนับสนุนแนวคิดนี้  แต่ในคนกลับพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง2 จากการศึกษาล่าสุดพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ N-acetylcysteine (NAC) และวิตามินอีเพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งปอดและอัตราการตายจากมะเร็งปอดในหนูทดลองที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในรูปแบบที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดในคน3

การที่สารต้านอนุมูลอิสระไม่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งเนื่องจาก โดยความเป็นจริงแล้วสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นตลอดเวลาในปริมาณน้อยๆ จากการหายใจระดับเซลล์แบบใช้ออกซิเจนที่ไมโตคอนเดรีย  สารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะไปเปลี่ยนแปลงโปรตีนที่อยู่รอบข้างทำให้เกิดการส่งสัญญานไปสู่หลายปลายทางส่งผลต่อความอยู่รอดของเซลล์ การเจริญเติบโต การพัฒนาของเซลล์ และกระบวนการเมตาบอลิซึม เซลล์มะเร็งก็มีการสร้างสารอนุมูลอิสระมากขึ้นเพื่อช่วยในการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามระดับของสารอนุมูลอิสระที่สูงมากนั้นเป็นอันตรายต่อเซลล์ และการรักษามะเร็งในปัจจุบันไม่ว่าจะฉายแสงหรือเคมีบำบัดหลายชนิดก็พึ่งพิงสารอนุมูลอิสระในการทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามเซลล์มะเร็งเองมีการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ เช่น glutathione และ thioredoxin ซึ่งช่วยให้เซลล์มะเร็งรอดตายจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระ แต่ยังคงเติบโตและเจริญต่อไปตามผลของสารอนุมูลอิสระที่ไปกระตุ้นเซลล์ หากไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้เซลล์มะเร็งก็จะเสื่อมสภาพหรือตายไปในที่สุด4

เอกสารอ้างอิง

  1. Finkel T. Signal transduction by reactive oxygen species. J Cell Biol 2011;194:7-15.
  2. The Alpha-Tocopherol Beta Carotene Cancer Prevention Study Group. The effect of vitamin E and beta carotene on the incidence of lung cancer and other cancers in male smokers. N Engl J Med 1994;330:1029-35.
  3. Sayin VI, Ibrahim MX, Larsson E, Nilsson JA, Lindahl P, Bergo MO. Antioxidants accelerate lung cancer progression in mice. Sci Transl Med 2014;6:221.
  4. Navdeep SC and David AT. The promise and perils of antioxidants for cancer patients. N Engl J Med 2014;371:177-178.

 

บรรณาธิการ

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 10, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

การแปลงยีนในไวรัสเพื่อใช้พิชิตโรคมะเร็ง

             สมัยก่อนเชื่อกันว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เพียงแต่มีการสันนิษฐานกันว่าอาจจะเกิดขึ้นจากเนื้องอกแล้วมีการกลายเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง หรือบางครั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือเป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย ก็อาจทำให้กลายเป็นมะเร็งได้ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาของโรคมะเร็งได้แล้วว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เนื่องจาก

Read the rest of this entry »

 
1 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 11, 2011 in บทบรรณาธิการ

 

ป้ายกำกับ: , ,

การติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งถึง 7.6 ล้านคนต่อปีและมีแนวโน้มมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งคาดการณ์ว่าหากยังไม่มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งถึง 17 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 การป้องกันโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ มีการศึกษาวิจัยพบว่าประมาณร้อยละ 40 ของโรคมะเร็งทั้งหมดเชื่อว่าสามารถป้องกันได้1 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และสหภาพต่อต้านโรคมะเร็งระหว่างประเทศ (International Union Against Cancer, UICC) ได้กำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) โดยมีองค์กรกว่า 300 องค์กรใน 100 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อรณรงค์ต่อต้านและป้องกันโรคมะเร็ง โดยในแต่ละปี UICC จะมีการกำหนดหัวข้อในการรณรงค์ที่แตกต่างกันออกไป และในปี พ.ศ. 2553 นี้มีสโลแกนว่า “cancer can be prevented too” 2 หรือ “มะเร็งป้องกันได้” โดยจะเน้นความสำคัญไปที่การป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ (preventing cancer caused by infections) เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ เป็นต้น ซึ่งโรคมะเร็งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งบางชนิดสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน นอกจากไวรัสที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งดังกล่าวแล้ว ในประเทศไทยยังพบว่าแบคทีเรียและพยาธิก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งจะกล่าวสรุปต่อไปในบทความนี้

Human Papillomavirus (HPV) เป็นไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งสามารถติดต่อได้ โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์สตรีและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากในสตรีไทย โดยพบว่าหลังจากเป็นโรคนี้ผู้ป่วยจะเสียชีวิต

Read the rest of this entry »

 
1 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 11, 2011 in บทบรรณาธิการ

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,