RSS

Category Archives: Uncategorized

มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ในเด็ก

มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ในเด็ก

วนิดา พงศ์สถาพร

บทคัดย่อ            มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ (ALL) เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยในเด็ก ความก้าวหน้าในการรักษา ALL โดยการใช้ยาเคมีบำบัดทำให้ผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่มีอาการทางคลินิกที่ดีขึ้น แต่ยังมีเด็กส่วนหนึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษา เนื่องจาก ALL เป็นโรคมะเร็งที่มีความแตกต่างกันขึ้นกับชนิดและระยะการเจริญของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ตลอดจนความผิดปกติทางอณูชีววิทยาที่แตกต่างกัน การตรวจทางอณูชีววิทยาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจความผิดปกติของ  ยีน  บนโครโมโซม จึงมีประโยชน์ในการบอกถึงการพยากรณ์โรค เพื่อเป็นแนวทางในการรักษา ตลอดจนการพัฒนาการรักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy)

คำสำคัญ  มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์  การรักษาแบบมุ่งเป้า โรคมะร็งวัยเด็ก

ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปทุมธานี 12000

Download: http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ความสัมพันธ์ระหว่างประวัติการเป็นโรคมะเร็งในครอบครัวกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในหญิงไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างประวัติการเป็นโรคมะเร็งในครอบครัวกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในหญิงไทย

ณัฐพล ลาวจันทร์1                  จรัญญา งามขำ1

สมชาย ธนสิทธิชัย1,2               วิมล สุขตั้งมั่น3

อาคม ชัยวีรวัฒนะ2                  อดิศักดิ์   ศรพรหม2

มณีรัตน์ มัสอูดี3                       เสาวคนธ์ ศุกร์โยธิน1

กฤติกา บุญมาก1                      เทียนแสง พันธ์ศรี1

 

บทคัดย่อ            ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของผู้หญิงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมคือการมีสมาชิกในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างประวัติการเป็นโรคมะเร็งของสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งปัจจัยอื่นกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมโดยทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้ามารับการวินิจฉัยและรักษาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติระหว่างเดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมิถุนายน 2558    จำนวนทั้งหมด 815 ราย    ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยในกลุ่มศึกษามีอายุเฉลี่ย 47.49+13.48 ปี โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่มีผลการตรวจชิ้นเนื้อเป็นมะเร็งเต้านมจำนวน 421 ราย (ร้อยละ 51.66) และผู้ที่มีเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านมจำนวน 394 ราย (ร้อยละ 48.34) และพบว่า 80/139 ราย (ร้อยละ 57.55) ของผู้ป่วยที่มีญาติเป็นหรือเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมมีผลการตรวจเป็นมะเร็งเต้านม ในขณะที่ 59/139 ราย (ร้อยละ 42.45) พบเนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัย ดังกล่าวกับโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด  มะเร็งเต้านมได้ค่า odds ratio (OR) =1.99 (95% CI=1.14-3.45, P-value=0.015) และกลุ่มตัวอย่าง ที่มีสมาชิกในครอบครัวมี  ประวัติเป็นมะเร็งมากกว่า 1 ลำดับความสัมพันธ์หรือมากกว่า 1 คน พบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ OR=2.33 (95% CI=1.04-5.21, P-value=0.039) จากผล   การศึกษานี้สรุปได้ว่าการที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญของสาเหตุการเกิดมะเร็งเต้านมของ สมาชิกในครอบครัว และ    โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมอาจสูงขึ้นหาก พบจำนวนสมาชิกของครอบครัวที่เคยมีประวัติของโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัย   ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมและมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้ ดังนั้นการเฝ้าระวังความผิดปกติของเต้านมที่อาจเกิดขึ้นหรือการเข้ารับการตรวจความผิดปกติของเต้านมประจำปีจึงมี      ความสำคัญและจำเป็น ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

คำสำคัญ: มะเร็งเต้านม ปัจจัยเสี่ยง ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง เนื้องอกธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านม

1กลุ่มงานวิจัยและประเมินเทคโนโลยี  2กลุ่มงานศัลยศาสตร์  3กลุ่มงานพยาธิวิทยาสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพฯ 10400

Download: http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

สถิติผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างปี พ.ศ.2552-2556

สถิติผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างปี พ.ศ.2552-2556

ประมวล นาคผู้           

สิริมาศ สลีวงศ์

ละออ ชมพักตร์           

 

บทคัดย่อ            มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองในสตรีไทยรองจากมะเร็งเต้านม การตรวจ Pap smear เป็นการค้นหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสถิติผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติ เป็นการศึกษาย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2556 ผู้เข้ารับบริการทั้งหมด 13,306 ราย พบว่ามีสไลด์ที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ (satisfactory) จำนวน 13,077 ราย (ร้อยละ 98.28) และสไลด์ที่คุณภาพต่ำไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย(unsatisfactory) จำนวน 229 ราย (ร้อยละ 1.72)  สตรีช่วงอายุระหว่าง 41-50 ปี มารับการตรวจคัดกรองมากที่สุดจำนวน 1115 ราย (ร้อยละ 32.57) การศึกษานี้ พบความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก (Abnormal epithelial cells) 457 ราย (ร้อยละ 13.34) โดยพบความผิดปกติเป็น ASC-US มากที่สุดจำนวน 212 ราย (ร้อยละ 46.39)  ตามมาด้วย LSIL 98 ราย (ร้อยละ 21.44) ASC-H 49 ราย (ร้อยละ 10.72) HSIL 35 ราย (ร้อยละ 7.66) AGC 30 ราย (ร้อยละ 6.56) AGC favor neoplastic 13 ราย (ร้อยละ 2.84) adenocarcinoma 12 ราย (ร้อยละ 2.63) squamous cell carcinoma 4 ราย (ร้อยละ 0.88)  และ HSIL with features suspicious for invasion 4 ราย (ร้อยละ 0.88)  ช่วงอายุที่พบผลการตรวจผิดปกติมากที่สุดคือช่วงอายุ 41-50ปี จำนวน 118 ราย (ร้อยละ 25.82) และพบน้อยสุดที่ช่วงอายุ ≤20 ปี จำนวน 31 ราย (ร้อยละ 6.78) จากผลการศึกษานี้พบว่าสตรีที่มีอายุระหว่าง 31-50 ปี มีความถี่ของการตรวจพบความผิดปกติต่างๆของเซลล์บริเวณปากมดลูกมากกว่ากลุ่มอายุอื่นจึงควรมุ่งเน้นการตรวจดังกล่าวในสตรีกลุ่มนี้

คำสำคัญ: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แปปสเมียร์ เซลล์ผิดปกติ

ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก

Download: http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

จันทร์นภา กาญจนประทุม

ธิราภรณ์   จันทร์ดา

อัจฉรียา ปทุมวัน

บทคัดย่อ            การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร สังกัดกรมการแพทย์ จำนวน 15 ราย ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน 2557 – เดือนตุลาคม 2557  โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ข้อมูลการสัมภาษณ์บันทึกด้วยเทปบันทึกเสียง และนำมาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันที่ได้รับยาเคมีบำบัด สรุปได้ 4 ประเด็น คือ 1) “ทำไมชีวิตต้องเป็นอย่างนี้” เกิดความรู้สึกท้อ เบื่อ และเซ็งจากการได้รับยาเคมีบำบัด เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านบทบาทหน้าที่ การทำงาน และการเข้าสังคม 2) “ทำไมมันทรมานขนาดนี้” คือ ความทุกข์ทรมานจากการได้รับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วย ทั้งอาการทางด้านร่างกาย จิตใจ ครอบครัว และเศรษฐานะ  3) “ต้องทำใจ” ยอมรับกับการเจ็บป่วย และการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับ เป็นกระบวนการเผชิญของผู้ป่วย เพื่อที่จะต่อสู้กับการเจ็บป่วย และการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด  และ 4) “ต้องสู้เพื่ออยู่รอด” โดยการอดทนต่อสู้กับโรค และการได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยต้องปรับตัวเพื่อให้ตนเองอยู่รอด โดยอาศัยกำลังใจทั้งจากตนเอง เพื่อน และครอบครัว

คำสำคัญ: มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ประสบการณ์การเจ็บป่วย ยาเคมีบำบัด

โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 Download:  http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

การป้องกันโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ธเนศ พงศ์ธีรัตน์

บทคัดย่อ            การทำลายเซลล์โดยเฉพาะที่ดีเอ็นเอโดยสารอนุมูลอิสระและพวก reactive oxygen species (ROS) พบว่ามีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระจากภายนอก     จึงน่าจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการทำลายเซลล์โดยสารอนุมูลอิสระได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมจำพวกสารต้านอนุมูลอิสระจะ                สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในคนได้ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันโรคมะเร็ง

คำสำคัญ: การป้องกันโรคมะเร็ง สารอนุมูลอิสระ reactive oxygen species สารต้านอนุมูลอิสระ

ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต.หลักหก ปทุมธานี 12000

ดาวน์โหลดได้ที่; http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/article/view/30479

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 22, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ต้นทุนต่อหน่วยและจุดคุ้มทุนของการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก ด้วยรถถ่ายภาพรังสีเต้านมชนิดเคลื่อนที่ (Mammography Mobile Unit)

สุดธิณีย์  หฤทัยเปรมปรีดิ์1 

สมชาย  ธนะสิทธิชัย1

อรรถสิทธิ์  ศรีสุบัติ2

อาคม  ชัยวีระวัฒนะ1

ลำยอง  ไกรฤทธิชัย1

 

บทคัดย่อ               มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรีไทย การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยวิธีแมมโมแกรม ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนและการกระจายของเครื่องแมมโมแกรม ภาระงานของงานรังสีวินิจฉัย หรือถิ่นที่อยู่อาศัยและความจำเป็นในการทำงานเพื่อดำรงชีพของประชาชนไม่เอื้อต่อการเข้าถึงบริการ รถถ่ายภาพรังสีเต้านมชนิดเคลื่อนที่ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการให้แก่ประชาชน แต่ยังไม่เคยมีการศึกษาต้นทุนต่อหน่วย ความคุ้มทุน และผลลัพธ์ของการคัดกรองด้วยวิธีนี้ในประเทศไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนต่อหน่วย จุดคุ้มทุน และผลของการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุกด้วยรถถ่ายภาพรังสีเต้านมชนิดเคลื่อนที่ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์ต้นทุนแบบมาตรฐาน ในมุมมองผู้ให้บริการ รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และการศึกษาย้อนหลัง ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนต่อหน่วยเท่ากับ 4,142.21 บาท จุดคุ้มทุนคือจำนวนผู้รับบริการ 75,359 ราย อัตราการตรวจพบมะเร็งเต้านมในภาพรวม และในสตรีที่อายุ <39 ปี คิดเป็น 7.445 และ 5.995 ต่อหนึ่งพันประชากร ตามลำดับ รถถ่ายภาพรังสีเต้านมชนิดเคลื่อนที่ มีต้นทุนต่อหน่วยสูงเป็นสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับรายการต้นทุนมาตรฐานที่ปี พ.ศ.2552 เนื่องจากมีต้นทุนค่าลงทุนและค่าแรงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การให้บริการด้วยวิธีนี้ทำให้พบว่าอัตราการตรวจพบมะเร็งเต้านมในสตรีที่อายุ <39 ปี เพิ่มสูงขึ้น(สัดส่วน 3.8:1) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการป้องกันต่อไป โดยการรณรงค์ให้สตรีกลุ่มอายุ <39 ปี ตระหนักที่จะตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ และหากพบความผิดปรกติของเต้านม ควรไปพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรม เพื่อตรวจและประเมินความผิดปรกติ ควรมีกลยุทธ์หรือกลวิธี เพื่อเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ ร่วมกับการปรับอัตราค่าบริการ ซึ่งทางเลือกที่เป็นไปได้ที่จะทำให้คุ้มทุนภายในระยะเวลา 10 ปี คือ ควรมีจำนวนผู้รับบริการปีละ 5912 ราย ร่วมกับปรับอัตราค่าบริการขั้นต่ำสุด จาก 1,700 บาท เป็น 1,860 บาท นอกจากนี้ ควรมีแนวทางเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงเชิงป้องกันลงหรือไม่ให้เพิ่มขึ้นในอนาคต

 

คำสำคัญ: รถถ่ายภาพรังสีเต้านมชนิดเคลื่อนที่, การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเชิงรุก, ต้นทุนต่อหน่วย

1สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 2สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

ดาวน์โหลดได้ที่; http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/article/view/30467

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 22, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

โปรแกรมการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการฉายรังสี หรือได้รับการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด

ลักขณา เสาเวียง

ธราดล เก่งการพานิช

สุปรียา ตันสกุล

มณฑา เก่งการพานิช

 

บทคัดย่อ              การดูแลช่องปากให้สะอาดชุ่มชื้นและรับประทานอาหารให้เพียงพอของผู้ป่วย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลลัพธ์ของการรักษามะเร็งศีรษะและคอด้วยการฉายรังสี หรือฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการฉายรังสี หรือได้รับการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด ที่ประยุกต์แนวคิดการรับรู้ความสามารถตนเอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยนอกของแผนกการพยาบาลผู้ป่วยรังสีรักษา โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี จำนวน 28 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 14 ราย ผู้ป่วยกลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรมของโปรแกรม จำนวน 5 ครั้ง เป็นกิจกรรมรายบุคคล 2 ครั้ง และกลุ่ม 3 ครั้ง ประกอบด้วยการสาธิต ฝึกทักษะ ใช้ตัวแบบ ใช้คำพูดชักจูงใจ กระตุ้นอารมณ์ทางบวก แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้จากคู่มือ เพื่อส่งเสริมการรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังผลดี และการปฏิบัติพฤติกรรมการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหาร กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติของโรงพยาบาล รวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวังผลดีของการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการทดลอง (P=0.000, P=0.002 ตามลำดับ) และมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (P=0.001) นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหารที่ดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (P=0.000) ดังนั้น สถานบริการสาธารณสุขที่มีบริบทคล้ายคลึงกันสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้เพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับการฉายรังสี หรือได้รับการฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัดได้

คำสำคัญ: โปรแกรมการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหาร การรับรู้ความสามารถตนเอง มะเร็งศีรษะและคอ การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด

ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ

ดาวน์โหลดได้ที่;  http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/article/view/30458

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 22, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,