RSS

Adrenocortical Carcinoma: A Case Report

by        Chutima Paiboon, MD1

          1Department of Radiology, UbonRatchathaniCancerHospital

Abstract   Adrenocortical carcinoma (ACC) is a rare malignancy. It can be divided into two major subtypes; functioning and non-functioning tumor depending on the capability of hormone production. Patients with functioning tumors may present clinical symptoms related to hormone overproduction such as Cushing’s syndrome, which is the result of overproduction of cortisol. On the other hand, patients with non-functioning tumor usually present symptoms related to mass effect from the tumor such as abdominal discomfort, palpable abdominal mass, or be suffering from dyspepsia, which was found to be the case for the patient in this report.

             We report a case of a 61-year-old Thai male who had been complaining of worsening dyspepsia for 2 months. Abdominal ultrasound showed a large left suprarenal mass. CT scan of the chest and upper abdomen showed a 9-cm heterogeneous enhancing mass at the left adrenal gland. There were multiple liver metastases and metastatic osteolytic lesions involving the spine, rib and iliac bone. Apart from this, thrombus in IVC and left renal vein and pulmonary embolism were also identified. He underwent left adrenalectomy and liver biopsy. The histopathological results revealed adrenocortical carcinoma and liver metastases. He was subsequently treated with systemic chemotherapy and palliative radiation at the lumbar spine.

          This report presents the spectrum of clinical manifestation of the patient with non-functioning ACC which can present with nonspecific dyspepsia secondary to underlying growing abdominal tumor. They potentially have metastases at an initial presentation, which carry a poor prognosis.

Keywords: adrenocortical carcinoma, adrenal mass, diagnosis

ดาวน์โหลดได้ที่;  http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/article/view/30454

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 22, 2016 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

สารก่อมะเร็งในยาฆ่าแมลง

เมื่อเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2558 มีผู้เชี่ยวชาญ 17 ท่านจาก 11 ประเทศ พบกันที่องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) เมือง Lyon ฝรั่งเศส เพื่อประเมินสารก่อมะเร็งในย่าฆ่าแมลง tetrachlorvinphos, parathion, malathion, diazinon, และ glyphosate1,2  โดยได้จัดให้ tetrachlorvinphos และ parathion อยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2B (Group 2B ; possibly carcinogenic to human) เนื่องจากพบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลองแต่ยังไม่พบหลักฐานมากพอในคน ส่วนยาฆ่าแมลง malathion, diazinon, และ glyphosate จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A (Group 2A ; probably carcinogenic to human) โดยพบหลักฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งในคน และมีหลักฐานเพียงพอว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง1

                         ยาฆ่าแมล tetrachlorvinphos ทำให้เกิดเนื้องอกธรรมดา และมะเร็งในเซลล์ตับและไตของหนูเม้าส์3สำหรับ parathion เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในเนื้อเยื่อหลายชนิด พบว่าทำให้เกิดเนื้องอกที่ปอด (bronchiolo-alveolar adenoma และ/หรือ carcinoma) ในหนูเม้าส์เพศผู้ และ lymphoma ในหนูเม้าส์เพศเมีย ส่วนในหนูแรทพบว่าทำให้เกิดก้อนมะเร็งที่ต่อมหมวกไต4 ตับอ่อน และเนื้องอกที่ไทรอยด์ ในหนูเพศผู้ และก้อนมะเร็งที่เต้านม ในหนูเพศเมีย5

ยาฆ่าแมลง  malathion อาจเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในคนโดยมีรายงานพบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphoma6 มะเร็งต่อมลูกหมาก7 ส่วนในหนูเม้าส์พบว่าทำให้เกิดมะเร็งเซลล์ตับ8  ในหนูแรทพบมะเร็งของไทรอยด์, เซลล์ตับ และเต้านม5  ส่วนยาฆ่าแมลง diazinon พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphoma6  และมะเร็งปอด9ในคน สำหรับในสัตว์ทดลองพบว่าทำให้เกิดมะเร็งเซลล์ตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือ lymphoma ในหนูแรท และยาฆ่าแมลง glyphosate เกี่ยวข้องกับการเกิด non-Hodgkin lymphomaในคน10 และทำให้เกิด renal tubule carcinoma haemangiosarcoma, pancreatic islet-cell adenoma และ skin tumours 11ในหนู

ที่มา วารสารโรคมะเร็ง Vol.35 No.4 October-December 2015

 
 

การรักษามะเร็งเต้านมด้วยฮอร์โมนบำบัดกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำ

การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดโดยการใช้ยา tamoxifen ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีเอสโตรเจนรีเซฟเตอร์บวก (ER+) เป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการกลับคืนของโรค (recurrence) การเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำ (contralateral-breast cancer) และการตาย (mortality)1

ต่อมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 เริ่มมีรายงานพบว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ใช้ tamoxifen เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมซ้ำเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งซ้ำในเต้านมอีกข้างที่มี ER ลบ (ER-  contralateral breast cancer)2-5 จากรายงานล่าสุดของกลุ่มนักวิจัยที่ Fred Hutchinson Cancer Research Center, Seattle สหรัฐอเมริกา พบว่าการใช้ tamoxifen เป็นเวลานานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งซ้ำในเต้านมอีกข้างที่มี ER บวก แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำในผู้ที่มีเต้านมอีกข้างเป็น ER ลบ6

อย่างไรก็ตามฮอร์โมนบำบัดเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถลดโอกาสในการแพร่กระจายและเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของผู้ป่วย ดังนั้นผลจากการศึกษาล่าสุดนี้เป็นเพียงข้อมูลการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยที่มี ER-tumor เปรียบเทียบกับผู้ที่มี ER+tumor เมื่อรักษาด้วย tamoxifen เป็นเวลานาน คงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต

Vol.35 No.3 July-September 2015

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

การรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิคโบรอนจับนิวตรอน

เทคนิคการรักษาด้วยโบรอนจับนิวตรอน (boron neutron capture therapy; BNCT) เป็นการรักษาโรคมะเร็งแบบจำกัดพื้นที่ ตามทฤษฎีการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งโดยที่จะทำลายเซลล์ปกติน้อยมาก ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดโบรอน-10 ซึ่งไม่ใช่สารไอโซโทปรังสีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง ต่อมาผู้ป่วยจะได้รับการฉายรังสีด้วยเทอร์มัลนิวตรอนที่มีพลังงานต่ำ โบรอน-10 ที่ฉีดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งจะจับนิวตรอนแล้วเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ให้อนุภาคมีพลังงานสูงออกมาทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่เกิดปฏิกิริยา1,2

การทดลองรักษาด้วย BNCT เริ่มครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1960 จนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองทางคลินิก (clinical trial) จากการศึกษาทางคลินิกที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้ในโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งสมอง (glioblastoma multiforme)3 มะเร็งผิวหนัง (melanoma)4 มะเร็งศีรษะและลำคอ5 และมะเร็งตับ6,7 วิธี BNCT อาจจะเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่เหมาะสำหรับการใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา เมื่อเทคนิคอื่นใช้รักษาไม่ได้ผล

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ/issue/current/showToc

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 17, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

ภาวะโรคอ้วนกับการเกิดโรคมะเร็ง

จากการสำรวจพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป อัตราการเกิดโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ประชากรที่มีภาวะโรคอ้วนก็กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ภาวะโรคอ้วนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงกำลังเป็นที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง1

ข้อมูลจากองค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) พบว่าภาวะโรคอ้วนเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้ร้อยละ 11 มะเร็งเต้านมในหญิงหมดประจำเดือนร้อยละ 9 มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกร้อยละ 39 มะเร็งที่ไตร้อยละ 25 และมะเร็งหลอดอาหารร้อยละ 372  นอกจากนั้นยังมีข้อมูลพบว่าภาวะโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งของตับ ตับอ่อน non-Hodgkin’s lymphoma, myeloma และมะเร็งต่อมลูกหมาก3,4 โดยประมาณการณ์ว่าร้อยละ 20 ของโรคมะเร็งทั้งหมดเกิดจากภาวะโรคอ้วน5

ดังนั้นการป้องกันการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
 

สารต้านอนุมูลอิสระกับโรคมะเร็ง

แต่เดิมเชื่อกันว่าสารอนุมูลอิสระคือจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคมะเร็งและเป็นตัวเร่งการพัฒนาของเซลล์มะเร็งที่ก่อตัวขึ้น แต่ในปัจจุบันเริ่มพบว่าสารเหล่านี้อาจเป็นตัวที่ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งหรือช่วยชะลอการลุกลามของเซลล์มะเร็งด้วย

สารอนุมูลอิสระสามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งโดยการเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมทำให้กระบวนการต่างๆภายในเซลล์ผิดปกติไปจนส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการแบ่งตัวและการกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด1 จึงได้มีการศึกษาหาสารที่จะต้านสารอนุมูลอิสระเพื่อช่วยป้องกันหรือยับยั้งมะเร็งในหลอดทดลองในสัตว์และในมนุษย์ แม้ว่าผลการทดลองขั้นต้นในหลอดทดลองจะสนับสนุนแนวคิดนี้  แต่ในคนกลับพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง2 จากการศึกษาล่าสุดพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ N-acetylcysteine (NAC) และวิตามินอีเพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งปอดและอัตราการตายจากมะเร็งปอดในหนูทดลองที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในรูปแบบที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดในคน3

การที่สารต้านอนุมูลอิสระไม่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งเนื่องจาก โดยความเป็นจริงแล้วสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นตลอดเวลาในปริมาณน้อยๆ จากการหายใจระดับเซลล์แบบใช้ออกซิเจนที่ไมโตคอนเดรีย  สารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะไปเปลี่ยนแปลงโปรตีนที่อยู่รอบข้างทำให้เกิดการส่งสัญญานไปสู่หลายปลายทางส่งผลต่อความอยู่รอดของเซลล์ การเจริญเติบโต การพัฒนาของเซลล์ และกระบวนการเมตาบอลิซึม เซลล์มะเร็งก็มีการสร้างสารอนุมูลอิสระมากขึ้นเพื่อช่วยในการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามระดับของสารอนุมูลอิสระที่สูงมากนั้นเป็นอันตรายต่อเซลล์ และการรักษามะเร็งในปัจจุบันไม่ว่าจะฉายแสงหรือเคมีบำบัดหลายชนิดก็พึ่งพิงสารอนุมูลอิสระในการทำลายเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตามเซลล์มะเร็งเองมีการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ เช่น glutathione และ thioredoxin ซึ่งช่วยให้เซลล์มะเร็งรอดตายจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระ แต่ยังคงเติบโตและเจริญต่อไปตามผลของสารอนุมูลอิสระที่ไปกระตุ้นเซลล์ หากไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้เซลล์มะเร็งก็จะเสื่อมสภาพหรือตายไปในที่สุด4

เอกสารอ้างอิง

  1. Finkel T. Signal transduction by reactive oxygen species. J Cell Biol 2011;194:7-15.
  2. The Alpha-Tocopherol Beta Carotene Cancer Prevention Study Group. The effect of vitamin E and beta carotene on the incidence of lung cancer and other cancers in male smokers. N Engl J Med 1994;330:1029-35.
  3. Sayin VI, Ibrahim MX, Larsson E, Nilsson JA, Lindahl P, Bergo MO. Antioxidants accelerate lung cancer progression in mice. Sci Transl Med 2014;6:221.
  4. Navdeep SC and David AT. The promise and perils of antioxidants for cancer patients. N Engl J Med 2014;371:177-178.

 

บรรณาธิการ

 

http://thailand.digitaljournals.org/index.php/TCJ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 10, 2015 in บทบรรณาธิการ

 

การแปลงยีนในไวรัสเพื่อใช้พิชิตโรคมะเร็ง

             สมัยก่อนเชื่อกันว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เพียงแต่มีการสันนิษฐานกันว่าอาจจะเกิดขึ้นจากเนื้องอกแล้วมีการกลายเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง หรือบางครั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือเป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย ก็อาจทำให้กลายเป็นมะเร็งได้ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาของโรคมะเร็งได้แล้วว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เนื่องจาก

Read the rest of this entry »

 
1 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 11, 2011 in บทบรรณาธิการ

 

ป้ายกำกับ: , ,